ข้อมูลทั่วไปเทศบาลเมืองนครพนม


  • ประวัติ

            เทศบาลเมืองนครพนม ได้ก่อตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2478 (ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 หน้า 2096 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2478) เดิมก่อตั้งอยู่ถนนสุนทรวิจิตร  ริมฝั่งแม่น้ำโขง  ซึ่งปัจจุบันได้ก่อสร้างเป็นสถานธนานุบาลเมืองนครพนม (โรงรับจำนำ) ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2502 ได้ย้ายสำนักงานเทศบาลมา ปลูกสร้างแห่งใหม่ที่เลขที่ 374 ถนนอภิบาลบัญชา จนถึงปัจจุบัน อาคารบ้านเรือนของประชาชนส่วนมากจะปลูกสร้าง เรียงรายตามความยาวของแม่น้ำโขง มีเนื้อที่ประมาณ 3.23 ตารางกิโลเมตร และต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2523 ได้มีพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเขตเทศบาลเมือง นครพนม (ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่มที่ 97 หน้า 30 ตอนที่ 39 ลงวันที่ 11 มีนาคม 2523) พื้นที่ของเทศบาลเมืองนครพนมได้คลอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองแสงทั้งหมด ตำบลอาจสามารถ และตำบลหนองญาติเป็นบางส่วน รวมเนื้อที่ปัจจุบัน 24.125 ตารางกิโลเมตร

            อาณาเขตของเทศบาลเมืองนครพนม
    ทิศเหนือ ติดต่อกับบ้านอาจสามารถ ตำบลอาจสามารถ
    ทิศใต้ ติดต่อกับบ้านหนองจันทร์ ตำบลท่าค้อ
    ทิศตะวันออก ติดกับแม่น้ำโขง ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
    ทิศตะวันตก ติดต่อกับบ้านภูเขาทอง ตำบลหนองญาติ
            ความหมายดวงตราของเทศบาลเมืองนครพนม
    เป็นรูปพระธาตุพนมและ รูปนางฟ้าเพราะจังหวัดนครพนมมีพระธาตุพนมที่สำคัญและเก่าแก่องค์หนึ่งเรียกว่า พระธาตุพนม เป็นพระธาตุที่ สร้างขึ้นบนเนินสูง ทางตำนานกล่าวว่าพระธาตุพนมเป็นที่บรรจุพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้า สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.8 นับว่าเป็นปูชนียสถานที่เก่าแก่และมีคุณค่าทาง ศิลปกรรมมากองค์หนึ่งนอกจากนั้นยังมีตำนานเล่าว่า รูปแกะสลักทั้งภายในและภายนอก เป็นฝีมือของพระวิสสุกรรมทั้งสิ้น    ด้วยเหตุนี้เทศบาลจึงได้กำหนดดวงตราเป็น รูปพระธาตุพนมและรูปนางฟ้า

  • ทำเนียบนายกเทศมนตรี

     
    ลำดับที่ ชื่อ-สกุล วัน เดือน ปี
    1
    2
    3
    4
    5
    6
    7
    8
    9
    10
    11
    12
    13
    14
    15
    16
    17
    18
    19
    20
    21
    22
    23
    24
    25
    26
    27
    28
    29
    30
    31
    32
    33
    34
    35
    36
    37
    38
    39
    40
    41
    42
    43
    44
    45
    46
    นายวาส สมิตยนต์
    ขุนอนุสรกรณี
    นายวาส สมิตยนต์
    ขุนพิพัฒนสกลราษฎร
    ร.อ.ชั้น ยงใจยุทธ
    นายหอม สูตรสุคนธ์
    หลวงอภิบาลวรเดช
    นายทับทิม สุกใส
    นายฉลอง รมิตานนท์
    นายหวน บุรชาติ
    ขุนบวรวรรณกิจ
    นายจินต์ รักการดี
    ขุนอนุสรกรณี
    ขุนอนุสรกรณี
    นายสุมังค์ ปทุมชาติ
    ร.ต.อ.แถวพรหมประกาย ณ นครพนม
    ร.ต.ต.เอิบ สโรบล
    นายสวัสดิ์ ยะสารวรรณ
    นายปฐม สุทธิวาทนฤพุฒิ
    นายสุกัน ประสิทธิสา
    นายสุธี โอบอ้อม
    นายวรรณดี ตั้งตรงจิตร
    นายศักดา อ้อพงษ์
    นายสุกัน ประสิทธิสา
    นายเจริญ วดีศิริศักดิ์
    นายสืบ รอดประเสริฐ
    นายสมภาพ ศรีวรขาน
    นายบวร บุปผเวส
    นายสมภาพ ศรีวรขาน
    นายประสาธน์ รัตนโยธิน
    นายสมภาพ ศรีวรขาน
    นายองอาจ ทิพย์โฆษิตคุณ
    ร.ต.อ.วิโรจน์ ภู่จินดา
    นายองอาจ ทิพย์โฆษิตคุณ
    นายองอาจ ทิพย์โฆษิตคุณ
    นายบวร บุปผเวส
    นายถนอม แสงสุริยจันทร์
    นายสุนทร ตั้งตรงจิตร
    นายพงษ์สวัสดิ์ ศรีวรขาน
    นายองอาจ ทิพย์โฆษิตคุณ
    นายวิทย์ อิมานนท์วราไชย
    นายพิศิษฐ์ ปิติพัฒน์
    นายพิศิษฐ์ ปิติพัฒน์
    นายพิศิษฐ์ ปิติพัฒน์
    นายนิวัต เจียวิริยบุญญา
    นายนิวัต เจียวิริยบุญญา
    25 มี.ค. 2478 – 25 มี.ค. 2480
    25 มี.ค. 2480 – 24 มี.ค. 2483
    25 มี.ค. 2483 – 24 มี.ค. 2485
    25 มี.ค. 2485 – 24 มี.ค. 2487
    25 มี.ค. 2487 – 24 มี.ค. 2489
    25 มี.ค. 2489 – 24 มี.ค. 2492
    25 มี.ค. 2492 – 24 พ.ค. 2493
    25 พ.ค. 2493 – 24 มี.ค. 2494
    25 มี.ค. 2494 – 14 พ.ค. 2494
    15 พ.ค. 2494 – 10 มิ.ย. 2496
    11 มิ.ย. 2496 – 10 เม.ย. 2497
    11 เม.ย. 2497 – 27 ก.ค. 2497
    28 ก.ค. 2497 –26 ก.ค. 2501
    27 ก.ค. 2501 – 29 พ.ค. 2502
    30 พ.ค. 2502 – 09 ธ.ค. 2502
    10 ธ.ค. 2502 – 01 ก.ค. 2505
    02 ก.ค. 2505 – 09 มิ.ย. 2508
    10 มิ.ย. 2508 – 04 พ.ย. 2508
    05 พ.ย. 2508 – 06 ก.พ. 2511
    07 ก.พ. 2511 – 21 เม.ย 2512
    22 เม.ย. 2512 – 19 ก.ค. 2512
    20 ก.ค. 2512 – 24 ก.ย. 2514
    25 ก.ย. 2514 – 22 ธ.ค. 2514
    23 ธ.ค. 2514 – 25 ธ.ค. 2515
    26 ธ.ค. 2515 – 30 ก.ย. 2517
    01 ต.ค. 2517 – 18 ต.ค. 2517
    19 ต.ค. 2517 – 02 ม.ค. 2518
    03 ม.ค. 2518 – 31 พ.ค. 2519
    01 มิ.ย. 2519 – 30 มิ.ย. 2519
    01 ก.ค. 2519 – 12 มี.ค. 2520
    13 ม.ค. 2520 – 31 ม.ค. 2520
    01 เม.ย. 2520 – 19 ม.ค. 2523
    20 ม.ค. 2523 – 07 มิ.ย. 2523
    08 มิ.ย. 2523 – 27 ก.ค. 2528
    09 ส.ค. 2528 – 10 ส.ค. 2531
    11 ส.ค. 2531 – 09 ต.ค. 2532
    10 ต.ค. 2533 – 19 พ.ย. 2534
    27 พ.ย. 2534 – 19 พ.ย. 2537
    01 ธ.ค. 2537 – 15 พ.ย. 2538
    16 พ.ย. 2538 – 21 ม.ค. 2541
    22 ม.ค. 2541 – 29 ม.ค. 2541
    30 ม.ค. 2541 – 27 ธ.ค. 2542
    08 ธ.ค. 2542 – 21 ธ.ค. 2546
    01 ก.พ. 2547 – 31 ม.ค. 2551
    09 มี.ค. 2551 – 8 มี.ค. 2555
    22 เม.ย.2555-
  • จำนวนประชากรและครัวเรือน

       ประชากรในเขตเทศบาลเมืองนครพนม มีทั้งสิ้น 26,393 คน แยกเป็น ชาย 12,475 คน หญิง 13,918 คน และมีจำนวนครัวเรือน ทั้งสิ้น 13,685 ครัวเรือน (ข้อมูล ณ เดือน มีนาคม พ.ศ. 2559 )

  • สภาพเศรษฐกิจ  

             โครงสร้างทางเศรษฐกิจ  โดยส่วนรวมขึ้นอยู่กับภาคเกษตรกรรม  การประมง  การค้าขาย  และอุตสาหกรรมขนาดเล็ก  ประชาชนประกอบอาชีพเกษตรกรรม  การประมง  ประมาณร้อยละ  18.52  การค้าขายประมาณร้อยละ  51.03  และอื่นๆ  เช่น  รับราชการ  รับจ้างทั่วไป  ฯลฯ  ประมาณร้อยละ  30.45
     การเกษตรกรรม  การประกอบอาชีพเกษตรกรรมจะมีตามชุมชนรอบนอก  โดยมีพื้นที่ทำการเกษตรประมาณ  6,314.40  ไร่  หรือ  10.103  ตารางกิโลเมตร  คิดเป็นร้อยละ  42  ของพื้นที่เขต เทศบาลเมืองนครพนมผลผลิตที่สำคัญ  ได้แก่  ข้าว  พืชผัก  และพืชไร่บางชนิด
       การอุตสาหกรรม  ภายในเขตเทศบาลเมืองนครพนมและตำบลใกล้เคียง  มีโรงงานได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการ  จำนวน  107  แห่ง  เงินลงทุนรวม  734,398,566  บาท แรงงานในภาคอุตสาหกรรม  แยกเป็น  ชาย  800  คน  หญิง  592  คน  รวมทั้งสิ้น  1,392  คน
    การพาณิชยกรรมและการบริการ
    1. ธนาคาร                                                              จำนวน 17   แห่ง
    2. โรงภาพยนตร์                                                     จำนวน   1    แห่ง
    3. สถานีบริการน้ำมันหรือแก๊ส                                 จำนวน   9    แห่ง
    4. ตลาดหรือสถานที่จัดจำหน่ายสินค้ามีจำนวน  4  แห่งดังนี้
    4.1  ตลาดสดเทศบาล                                    จำนวน   1   แห่ง
    4.2  ตลาดอินโดจีน                                         จำนวน   2   แห่ง
    4.3  ตลาดโต้รุ่ง                                               จำนวน   1   แห่ง
    5. ห้างสรรพสินค้า                                                   จำนวน   3   แห่ง
    6. โรงฆ่าสัตว์เทศบาลฯ                                           จำนวน   1   แห่ง
    7. สถานธนานุบาลเทศบาลฯ                                    จำนวน   1   แห่ง
    8. สถานีขนส่งผู้โดยสารเทศบาลฯ                            จำนวน   1   แห่ง

  • การศึกษา วัฒนธรรม ประเพณี  

            การศึกษา เทศบาลเมืองนครพนม  ได้จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษา  (เด็กเล็ก/อนุบาล)  ระดับประถมศึกษา  (ป.1 – ป.6)  จนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  (ม.6)  โดยมีโรงเรียนในสังกัด เทศบาลเมืองนครพนมจำนวน  6  แห่ง  และศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน  จำนวน  1  แห่ง  รวมทั้งหมด  7  แห่ง  คือ
    1. โรงเรียนเทศบาล  1  (หนองแสง)  เปิดสอนระดับอนุบาล – ป.6
    2. โรงเรียนเทศบาล  2  (บำรุงเมือง)  เปิดสอนระดับอนุบาล – ป.6
    3. โรงเรียนชุมชนเทศบาล  3  (พินิจพิทยานุสรณ์)  เปิดสอนระดับอนุบาล – ม.6
    4. โรงเรียนเทศบาล  4  (รัตนโกสินทร์ 200 ปี)  เปิดสอนระดับอนุบาล – ป.6
    5. โรงเรียนเทศบาล  5  (สมพรอภัยโส)  เปิดสอนระดับอนุบาล – ป.6
    6. โรงเรียนเทศบาล  6  (ยงใจยุทธ)  เปิดสอนระดับอนุบาล
    7. ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน
    ประเพณี จังหวัดนครพนมมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนานตั้งแต่สมัยอดีตกาล  ประเพณีส่วนใหญ่จะคล้ายคลึงกับจังหวัดอื่นๆ  ในภาคอีสานการทำบุญตามฤดูต่างๆ  เช่น  งานทำบุญเข้า พรรษา  งานทำบุญออกพรรษา  งานทำบุญสงกรานต์  โดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นสิริมงคลและความสมบูรณ์พูนสุขของท้องถิ่นประเพณีที่สำคัญ  คือ  ประเพณีไหลเรือไฟ  (เฮือไฟ)  จัดขึ้นในวันออกพรรษา ของทุกปี  คือ  วันขึ้น  15  ค่ำเดือน  11  การไหลเรือไฟในสมัยโบราณจัดขึ้นเพื่อเป็นการบูชาสมเด็จพระสัมมาพระพุทธเจ้าในวันที่เสด็จมาจากเทวโลก  หลังจากที่ได้เสด็จขึ้นไปจำพรรษาที่ชั้นดาวดึงส์  เมื่อออก พรรษาแล้วก็เสด็จลงมาสู่เมืองมนุษย์โดยบันไดทิพย์  เรียกว่า  “ วันพระเจ้าโปรดโลก ”  มีการรับเสด็จด้วยเครื่องสักการะบูชาอย่างมโหฬาร  การไหลเรือไฟ ก็คือ  การสักการะบูชาอย่างหนึ่งในวันนั้นและได้จัดเป็น ประเพณีสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน  ประเพณีนมัสการพระธาตุพนม  เป็นงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่และสำคัญยิ่งของชาวจังหวัดนครพนมและชาวอีสาน
           วัฒนธรรม จังหวัดนครพนมเป็นจังหวัดหนึ่งของภาคอีสานที่สืบทอดวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขงมาแต่สมัยอดีตกาลนับตั้งแต่วัฒนธรรมกลุ่มไทย-ลาวได้มีอิทธิพลในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง  คือ  ราวพุทธศตวรรษที่  20  เป็นต้นมา  ชาวนครพนมจึงยึดมั่นในจารีตท้องถิ่นที่ชาวอีสานประพฤติปฏิบัติกันมาโดยเฉพาะการทำบุญตามฮีตสิบสอง  คลองสิบสี่  ซึ่งเป็นเบ้าหลอมให้ชาวอีสานรักความสงบและมีความเอื้ออาทรต่อกัน  ชาว จังหวัดนครพนมประกอบด้วยหลายเชื้อชาติโดยแยกเป็นเผ่าต่างๆ  ได้  7  เผ่า  ได้แก่  ไทยลาว  (ชาวอีสาน)  ไทยข่า  ไทยญ้อ  ไทยแสก  ผู้ไท  โซ่  กระเลิง  มีศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดตั้งอยู่ในเขตเทศบาล เมืองนครพนม  จำนวน  1  ศูนย์  อยู่ที่โรงเรียน ปิยะมหาราชาลัย  และมีสภาวัฒนธรรมจังหวัด  จำนวน  1  แห่ง  ตั้งอยู่ที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครพนม 

  • การสาธารณสุข

           การเจ็บป่วยของประชาชนภายในเขตเทศบาล  มีสาเหตุของการเจ็บป่วยส่วนใหญ่ที่พบมากที่สุดได้แก่  โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ  โรคระบบย่อยอาหาร  โรคเกี่ยวกับลำไส้  และโรคติดต่ออื่นๆ
    ข้อมูลเกี่ยวกับสถานบริการด้านสาธารณสุขภายในเขตเทศบาลเมืองนครพนม
    1. โรงพยาบาล                                                          จำนวน    1   แห่ง
    2. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด                                      จำนวน    1   แห่ง
    3. สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ                                       จำนวน    1   แห่ง
    4. หน่วยบริการปฐมภูมิ  (PCU)                                      จำนวน    2   แห่ง
    5. ร้านขายยาแผนปัจจุบัน                                             จำนวน   24  แห่ง
    6. ร้านขายยาแผนโบราณ                                             จำนวน     2  แห่ง
    7. คลินิกเอกชน                                                          จำนวน  35  แห่ง
    8. ร้านขายยาแผนปัจจุบันบรรจุเสร็จ                                 จำนวน    9  แห่ง
    9. ร้านขายยาแผนปัจจุบันสำหรับสัตว์                                จำนวน    4  แห่ง

  • ทรัพยากรน้ำ และสิ่งแวดล้อม

           ทรัพยากรน้ำ  มีแหล่งน้ำตามธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อการอุปโภค  บริโภค  และการประกอบอาชีพของชาวนครพนม  ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำในด้านการทำการเกษตรและการทำประมง  โดยมีแม่น้ำไหลผ่าน  1  สาย  คือ  แม่น้ำโขง   มีหนอง  บึง  จำนวน  6  แห่ง  ได้แก่  หนองแสง  หนองหัวช้างหนองกระตืก  หนองหมากเห็บ  หนองบึก  หนองเบ็น  และมีลำห้วย  จำนวน  1  แห่ง  คือ  ลำห้วยฮ่องฮอ
           สภาพสิ่งแวดล้อม  เทศบาลเมืองนครพนม  มีพื้นที่รับผิดชอบ  24.125  ตารางกิโลเมตร  มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจและจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  จากการขยายตัวดังกล่าวได้ก่อให้เกิดปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมมากกว่าเดิม  เช่น  ปัญหามลพิษ  ปัญหาการปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำลำคลอง  ปัญหาขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล  ฯลฯ  ซึ่งเทศบาลเมืองนครพนมมีการวางแผนป้องกันและดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ  ที่เกิดขึ้น  เช่น  การรณรงค์  การอบรมประชาชน  การก่อสร้างสถานีกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล  บนพื้นที่จำนวน  77  ไร่  ตั้งอยู่ที่บ้านสุขเกษม  ตำบลโพธิ์ตาก  อำเภอเมือง  จังหวัดนครพนม
    ข้อมูลการกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล
             1. ปริมาณขยะมูลฝอย                                                             จำนวน 40   ตัน/วัน
    2. รถบรรทุกขยะมูลฝอย                                                          จำนวน   7   คัน
    – ประเภทอัดท้าย            ขนาดความจุ  12  ลบ.ม.              จำนวน   5   คัน
    – ประเภทเปิดท้ายเทท้าย   ขนาดความจุ  10 , 4  ลบ.ม.     จำนวน    2   คัน
    3. สถานที่กำจัดขยะมูลฝอย                                                    จำนวน  77   ไร่

  • แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ภายในเขตเทศบาลเมืองนครพนม

    1.วัดนักบุญอันนาหนองแสง ตั้งอยู่ถนนสุนทรวิจิตรบริเวณฝั่งตรงข้ามเขื่อนริมแม่น้ำโขง  คุณพ่อเอทัวร์  นำลาภ  อธิการโบสถ์วัดนักบุญอันนาหนองแสง  สร้างขึ้นเมื่อ  ค.ศ. 1962  วัดนี้เป็นสัญลักษณ์ของเมือง ที่มีคนหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ และเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยแปลกตาน่าชมยิ่ง  ในช่วงก่อนวันคริสต์มาสชาวคริสต์แต่ละชุมชนจะประดิษฐ์ดาวรูปแบบต่างๆ  แล้วแห่มารวมกันไว้ที่นี้

    2.วัดโอกาส  (ศรีบัวบาน)
    เดิมชื่อวัดศรีบัวบาน  ตั้งอยู่เลขที่  552  ถนนสุนทรวิจิตร  ตำบลในเมือง  อำเภอเมือง  จังหวัดนครพนม  สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย  มีพื้นที่  3  ไร่  2  งาน  28  ตารางวา  วัดโอกาส (ศรีบัวบาน)  เป็นวัดที่เก่าแก่ สุดวัดหนึ่ง  สร้างเมื่อ  พ.ศ. 1994  ในสมัยที่อาณาจักรศรีโคตรบูรยังเจริญรุ่งเรืองอยู่และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ  พ.ศ. 2281 ด้วยเนื้อที่กว้าง  12  เมตร  ยาว  17  เมตร  ในตำนาน กล่าวถึงการ สร้างวัดว่าเมื่อจุลศักราชราชาได้  813  ตัว  ตรงกับ  พ.ศ. 1994  จมื่นรักษาราษฏรซึ่งเป็นนายกองเมืองผู้ปฏิบัติราชการต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระเจ้าศรีโคตรบูรหลวงและชาวบ้าน โพธิ์ค้ำมีศรัทธาได้สร้าง สำนักสงฆ์วัดศรีบัวบานขึ้นริมฝั่งน้ำของ  (แม่น้ำโขง)  ในบริเวณบ้านโพธิ์ค้ำ  นครศรีโคตรบูร  ต่อมาเมื่อจุลศักราชราชาได้  1,100  ตัว  ตรงกับพ.ศ. 2281  ราชบุตรพรหมา (พรหมา  บุตรเจ้ากู่แก้ว) ได้เป็นเจ้า ผู้ครองเมืองนครบุรีศรีโคตรบูรมีพระราชทินนามว่า“ พระบรมราชาพรหมา ”  มีพระราชศรัทธาบูรณปฏิสังขรณ์สำนักสงฆ์วัดศรีบัวบานขึ้นพร้อมกับสร้างพระอุโบสถสร้างพระประธานด้วย อิฐพทายเพ็ชรลงรักปิดทอง และตั้งชื่อพระประธานนั้นว่า  “ หลวงพ่อพระราชาพรหมา ”  ออกจากนั้นยังได้อัญเชิญพระติ้วพระเทียมซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของเมืองศรีโคตรบูรจากบ้านสำราญมาประดิษฐานที่วัด ศรีบัวบาน และรับสั่งให้ชาวบ้าน สำราญเป็น “ข้าโอกาส” คอยปรนนิบัติรักษาพระติ้วพระเทียมพร้อมกับเปลี่ยนนามวัดใหม่จากวัดศรีบัวบานเป็น  “ วัดโอกาส ”  ดังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

    3.วัดโพธิ์ศรี
    ตั้งอยู่เลขที่  690  ถนนสุนทรวิจิตร  ตำบลในเมือง  อำเภอเมือง  จังหวัดนครพนมเลียบเขื่อนหน้าเมืองนครพนม  สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย  ภายในกุฎิเจ้าอาวาสเป็นที่ประดิษฐานพระทอง  ซึ่งเป็น พระพุทธรูปทองสำริดปางมารวิชัยและเป็นพระพุทธรูปโบราณสกุลช่างล้านช้างตรงกับสมัยอยุธยาตอนต้นในอดีตเคยทำพิธีสรงน้ำพระทองในวันสงกรานต์แต่มักจะเกิดพายุและฝนตกหนักทุกครั้ง  ภายหลังจึงเปลี่ยน เป็นพระพุทธรูปองค์อื่นแทน  ปัจจุบันทุกวันเพ็ญเดือนหกจะนิมนต์มาตั้งไว้ที่หน้าโบสถ์ให้ชาวบ้านมาสรงน้ำและในวันออกพรรษาชาวบ้านห้อมจะมาทอดปราสาทผึ้งที่วัดนี้ทุกปี

    4.วัดกลาง
      ตั้งอยู่เลขที่  736  ถนนสุนทรวิจิตร  ตำบลในเมือง  อำเภอเมือง  จังหวัดนครพนมเลียบเขื่อนหน้าเมืองนครพนม  สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย  ได้รับอนุญาตให้ตั้งวัดเมื่อปี  พ.ศ. 2200  ได้รับ พระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่  1  เมษายน  2255  เดิมวัดกลางตั้งอยู่บ้านหนองจันทร์  ตำบลท่าค้อ  อำเภอเมือง  จังหวัดนครพนม  พระยามหาอำมาตย์  (ป้อม  อมาตยกุล)  หลังจากรบชนะทับท้าวกิ่งหงษา  ท้าวจุฬณีและท้าวคำสายได้สั่งให้พระบรมราชาสุดตาย้ายเมืองจากบ้านหนองจันทร์มาตั้งใหม่ที่บ้านโพธิ์คำหรือโพธิ์ค้ำ  เมื่อปี  พ.ศ. 2340  เพราะเห็นว่าชัยภูมิเมืองเก่าไม่เหมาะสม  และวัดกลางได้ย้ายตามมา อยู่ที่เมืองใหม่เพราะอยู่ในความอุปถัมภ์ของเจ้าเมือง  เหตุที่ได้นามว่า  “ วัดกลาง ”  เพราะสร้างอยู่ในใจกลางเมืองมีร้านค้าร้านตลาดเรียงรายอยู่ล้อมรอบนามนั้นจึงยังคงอยู่คู่บ้านจนถึงปัจจุบัน

    5.วัดมหาธาตุ ตั้งอยู่ถนนสุนทรวิจิตร  ตำบลในเมือง  อำเภอเมือง  จังหวัดนครพนม  เลียบเขื่อนหน้าเมืองนครพนม  มีพระธาตุนครเป็นปูชนียสถาน  มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส  กว้างประมาณ  5.85  เมตร สูงประมาณ  24  เมตร  วัดมหาธาตุสร้างในปี  พ.ศ. 1150  โดยพระยามหาอำมาตย์  (ป้อม)  แม่ทัพใหญ่ที่มาจากเวียงจันทน์  ในวันแรกที่พระยามหาอำมาตย์  (ป้อม)  สร้างเมืองนครพนมขึ้นนั้นมีเพียงวัดมหาธาต ุวัดเดียวเท่านั้น  จึงขนานนามว่า  “ วัดมิ่งเมือง ”  (คือวัดมหาธาตุในปัจจุบัน)  เป็นวัดใหญ่ประจำเมือง  เป็นศูนย์กลางการปกครอง  การศึกษา  มีพระมหาเถระมีครูบาอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้ปกครองดูแล และอำนวยการศึกษาอยู่เป็นประจำและเป็นที่ประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการใหญ่น้อย  วัดมิ่งเมืองชาวบ้านทั่วไปเรียกกันติดปากว่า “ วัดธาตุ ”  ทั้งนี้เพราะผู้เฒ่าผู้แก่ได้เล่าสู่ลูกหลานเป็นทอดๆ  มาว่าที่วัดมิ่งเมืองนี้มีพระอรหันต์  สารีริกธาตุบรรจุอยู่ในธาตุเจดีย์องค์หนึ่ง  ภายในบริเวณวัดมิ่งเมืองมีธาตุเจดีย์ใหญ่บ้างเล็กบ้างหลายสิบองค์  เจ้าบ้านผู้ปกครองบ้านเมืองแต่ก่อนนิยมสร้างเจดีย์เป็นที่บรรจุอัฐิ ของบิดามารดาปู่ย่าตายายไว้ในวัดยิ่งถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็นิยมสร้างไว้ในวัดใหญ่วัดมิ่งบ้านมิ่งเมือง เห็นว่าสมกับเกียรติยศเป็นที่เชิดหน้าชูตามีสง่าราศรีความนิยมเช่นนั้นก็เลยลุกลามมาถึงประชาชนทั่วไปใครสามารถ พอจะทำได้ก็ทำและตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ในวัดจึงเต็มไปด้วยธาตุเจดีย์ สร้างขึ้นมาเพื่อบรรจุอัฐิซึ่งไม่เป็นระเบียบเหมือนในปัจจุบัน

    6.วัดพระอินทร์แปลง ตั้งอยู่ถนนสุนทรวิจิตร  ตำบลในเมือง  อำเภอเมือง  จังหวัดนครพนมเลียบเขื่อนหน้าเมืองนครพนม  ตั้งเมื่อ  พ.ศ. 2393  เดิมชื่อว่า  “ วัดอุโมงค์ ”  กระทั่งในปี  พ.ศ. 1637  สมัยเจ้าครูอุด อดีตเจ้าอาวาสวัดเห็นว่าอุโมงค์ได้รื้อทิ้งแล้วจนสร้างเป็นสิม  (อุโบสถ)  จึงเปลี่ยนชื่อใหม่แต่ชาวบ้านนิยมเรียกวัดแห่งนี้ว่า  “ อินแปง ”  ตามชื่อพระประธานมาหลายยุคสมัย  จนมาถึงในปี  พ.ศ. 2470  กรมการศาสนามีการสำรวจวัดทั่วราชอาณาจักรเพื่อขึ้นทะเบียนไว้ในทำเนียบวัด  โดยให้ใช้ชื่อว่า  “ วัดพระอินทร์แปลง ”  ตั้งแต่ปีนั้นมาถึงปัจจุบัน  และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่  14  สิงหาคม  2485  โดยมีพระครูอินทรกัลยาณคุณเป็นเจ้าอาวาส  ในอุโบสถวัดมีพระพุทธรูปประธานศักดิ์สิทธิ์มีนามเรียกขานว่า  “ หลวงพ่อพระอินทร์แปลง ”  เป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะที่สวยงามและมีประวัติการ สร้างเป็นตำนานเล่าขาน

    7.วัดศรีเทพประดิษฐาราม ตั้งอยู่บริเวณถนนศรีเทพ  เยื้องโรงเรียนชุมชนเทศบาล  3 ตำบลในเมืองอำเภอเมือง จังหวัดนครพนม สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2402 ภายในโบสถ์มีจิตรกรรมฝาผนังรูปพุทธประวัติที่ สวยงาม และยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ  คือ  พระแสง  ตำนานเล่าว่าสร้างขึ้นพร้อมกับพระสุกและหลวงพ่อพระใส  (วัดโพธิ์ชัย  จังหวัดหนองคาย)  ข้างๆ  โบสถ์มีเจดีย์บรรจุอัฐิของหลวงปู่จันทร์ (พระเทพสิทธาจารย์) พระเกจิอาจารย์ที่ชาวนครพนมเคารพนับถือ  ส่วนรูปปั้นนั้นจะอยู่ในตึกเทพสิทธารามและที่น่าชมอีกอย่างหนึ่งคือ  อาคารที่สร้างขึ้นในปี  พ.ศ. 2464  ซึ่งได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ในด้านปูชนียสถานและวัดวาอารามจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ

    8.วัดน้อยโพธิ์คำ  (วัดพระใหญ่)  ตั้งอยู่เลขที่  86  บ้านน้อยใต้  ถนนประชาร่วมมิตร  หมู่ที่  4  ตำบลในเมือง  อำเภอเมือง  จังหวัดนครพนม  สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย  ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่  57  ไร่  3  งาน  38.9  ตารางวา  โฉนดที่ดินเลขที่  4249  อาณาเขตทิศเหนือประมาณ  6  เส้น  16  วา  จดทางสาธารณประโยชน์  ทิศใต้ประมาณ  8  เส้น  15  วาจดทางสาธารณประโยชน์  ทิศตะวันออก  ประมาณ  6  เส้น  5  วา  จดถนนประชาร่วมมิตร  ทิศตะวันตก  ประมาณ8  เส้น  5  วา  จดที่มีการครอบครองที่ธรณีสงฆ์  จำนวน  5  แปลง  เนื้อที่  15  ไร่  1  งาน  25  ตารางวา  โฉนดที่ดินเลขที่  4250  เลขที่ดิน  7 , 4251  เลขที่ดิน  8 , 4252  เลขที่ดิน  9 , 4548  เลขที่ดิน  151  และแปลงที่  5  ตั้งอยู่ที่ตำบลในเมือง  อำเภอเมือง  จังหวัดนครพนม  มีเนื้อที่  1  ไร่  มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน  คือ  อยู่ข้างที่ดินหมายเลข  7  อาคารเสนาสนะประกอบด้วย  อุโบสถ  กว้าง  22  เมตร  ยาว  33  เมตร  สร้างเมื่อปี  พ.ศ. 2514  เป็นอาคารคอนกรีต  กุฏิสงฆ์  จำนวน  12  หลัง  เป็นอาคารไม้   10  หลัง  และครึ่งตึกครึ่งไม้   2  หลัง ศาลาการเปรียญบำเพ็ญกุศล  จำนวน  1  หลัง  2  ชั้น  สร้างคอนกรีตก่ออิฐถือปูน  ปูชนียวัตถุ  มีพระพุทธรูปใหญ่นามว่า“ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ”  ขนาดหน้ากว้าง  18  เมตร  สูงรวมฐาน  40  เมตร  เริ่มสร้างเมื่อปี  พ.ศ. 2514แล้วเสร็จเป็นองค์พระปี  พ.ศ. 2528  ตั้งเป็นวัดเมื่อวันที่  19  เดือน  สิงหาคม  พ.ศ. 2517  เริ่มสร้างวัดเมื่อปี  พ.ศ. 2509  มีนายสนิทวงศ์  อุเทศนันท์  นายอำเภอเมืองนครพนมเป็น ผู้บริจาคที่ดินให้สร้างวัด  โดยมีพระครูนครพนมคณารักษ์  เจ้าคณะอำเภอเมืองนครพนม  (พระเทพมงคลเมธี  ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครพนม)  และพระมหาบัวศรี  ขนฺติสาโร  (พระครูสิริปริยัติคุณ)  เป็นผู้นำ ชาวบ้านในการสร้างวัดนี้  ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่  1  พฤศจิกายน  2534  เขตวิสุงคามสีมา  กว้าง  40  เมตร  ยาว  80  เมตร

  • สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ

    1. สวนหลวง  ร.9  สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นราชสักการะ  เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ทรงเฉลิมพระชนมพรรษาครบ  5  รอบ  และเป็นสวนสาธารณะสถานที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจของ ประชาชนทั่วไป  ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองนครพนมทางทิศเหนือ

    2. สวนเทิดพระเกียรติ   เดิมเป็นป่าช้าเก่า  (ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2)  ต่อมาเมื่อปี  พ.ศ. 2501  นายสง่า  จันทรสาขา  ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม  ได้เป็นผู้นำชาวนครพนมล้างป่าช้า  โดยนิมนต์  พระเทพสิทธาจารย

    ์  (เจ้าคุณปู่)  วัดศรีเทพประดิษฐาราม  เป็นผู้ประกอบพิธีกรรม  เพื่อปรับปรุงเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ  ให้ชื่อว่า  “ สวนลุมนครพนม ”  เมื่อปี  พ.ศ. 2515  ได้เปลี่ยนชื่อเรียกว่า
    “ สวนสาธารณะท้ายเมือง ”  และต่อมาเมื่อวันที่  12  สิงหาคม  2535  เนื่องในวโรกาสที่  สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ  มีพระชนมายุ  60  พรรษา  เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชาวนครพนม  เทศบาลเมืองนครพนมจึงเปลี่ยนชื่อเป็น “ สวนเทิดพระเกียรติสมเด็จมหาราชินี ”  มีเนื้อที่  11  ไร่  21  ตารางวา  ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของตัวเมืองอยู่ติดกับริมฝั่งแม่น้ำโขง  ด้านล่างของสวนมีหาดทรายทอง ศรีโคตรบูรณ์ปรากฏขึ้นมาในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคมของทุกปี

    3. หาดทรายทองศรีโคตรบูรณ์  นับเป็นหาดทรายน้ำจืดที่สวยงามแห่งหนึ่ง  มีลักษณะเป็นหาดทรายในฤดูแล้ง  (ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน) บริเวณหาดทรายจะยื่นยาวออกไปกลางลำแม่น้ำโขง ทำให้ห่างจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวไม่มากนัก  หาดทรายนี้จะอยู่ตรงข้ามที่ทำการแขวงคำม่วนพอดี  เหมาะสำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและชมความงามของธรรมชาติ

    4.ลานกันเกราและลานพนมนาคา  ตั้งอยู่บริเวณตลอดแนวหน้าตลาดอินโดจีน  (ไปทางทิศใต้ของเมือง)เป็นสถานที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไปในเขตเทศบาลเมืองนครพนมและเป็นสถานที่
    สำหรับชมทิวทัศน์ อันสวยงามของแม่น้ำโขงโดยเฉพาะพระอาทิตย์ที่กำลังโผล่พ้นทิวเขาเหนือลำแม่น้ำโขง

    5.ลานจันทร์ส่องหล้า  ตั้งอยู่บริเวณหน้าวัดโอกาส  (ศรีบัวบาน)  เป็นสถานที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไปในเขตเทศบาลเมืองนครพนมและเป็นสถานที่สำหรับชมทิวทัศน์อันสวยงาม ของแม่น้ำโขงโดยเฉพาะ พระอาทิตย์ที่กำลังโผล่พ้นทิวเขาเหนือลำแม่น้ำโขงก่อให้เกิดทัศนียภาพ ที่หาดูได้ยากยิ่ง

    6.สวนชมโขง  เดิมเป็นเรือนจำทัณฑสถาน  ต่อมาเมื่อปี  พ.ศ. 2544  เทศบาลเมืองนครพนมจึงมีโครงการที่จะทำการปรับปรุงเรือนจำทัณฑสถานเดิม  ที่ได้ย้ายออกไปอยู่นอกเมือง  คือ  บ้านหนองเซาตำบลท่าค้อ  อำเภอเมือง  จังหวัดนครพนม  ซึ่งหากปล่อยเรือนจำทัณฑสถานเดิมเป็นที่รกร้างแล้วจะไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง  เทศบาลเมืองนครพนมจึงได้มีการปรับปรุงอนุรักษ์สิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่เดิม  คือ  ป้อม  4  จุด  เรือนจำชาย  เตาเผาขยะ  บ่อน้ำ  และส่วนอื่นๆ  โดยปรับปรุงให้เป็นสวนสาธารณะสำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและในอนาคตเทศบาลเมืองนครพนม  จะได้จัดสร้าง  “ หอสูงชมเมือง ”  ซึ่งมองเห็นทิวทัศน์รอบจังหวัดนครพนม และประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างสวยงาม

    7.ลานตะวันเบิกฟ้า  ตั้งอยู่บริเวณเขื่อนริมแม่น้ำโขงหน้าบ้านพักผู้พิพากษาจังหวัดนครพนมเป็นลานอเนกประสงค์สำหรับให้ประชาชนมาสูดรับอากาศบริสุทธิ์ในตอนเช้า  โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวต่างประเทศชอบมา สูดอากาศบริเวณริมแม่น้ำโขง  และลานอเนกประสงค์ยังมีประชาชนมาออกกำลังกายทั้งเช้าและเย็น

    8.อัฒจันทร์ริมแม่น้ำโขง  จัดทำไว้สำหรับให้ประชาชนนั่งชมการไหลเรือไฟประจำปีของจังหวัดนครพนมและชมการแข่งขันเรือยาวตามประเพณีที่เทศบาลเมืองนครพนมจัดขึ้น  ซึ่งอัฒจันทร์นี้ตั้งอยู่ติด กับริมแม่น้ำโขง  มีดังนี้ 1. บริเวณตั้งแต่หน้าบ้านพักผู้พิพากษาจังหวัดนครพนม  (ลานตะวันเบิกฟ้า)  ยาวตลอดแนวไปทางทิศเหนือถึงบริเวณหน้าบ้านพักคลังจังหวัดนครพนม  และหน้าจวนผู้ว่าราชการ จังหวัดนครพนม  (หลังเก่า) 2. บริเวณหน้าวัดพระอินทร์แปลง  วัดมหาธาตุ  วัดกลาง  และวัดโพธิ์ศรี   3. บริเวณหน้าตลาดอินโดจีน  (ลานกันเกรา)
    แท่นอัฒจันทร์นี้เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปให้มานั่งชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าชมการไหลเรือไฟประจำปีของจังหวัดนครพนมในช่วงงานเทศกาลออกกพรรษาและชมการแข่งขันเรือยาวตามประเพณี
    ที่เทศบาลเมืองนครพนมจัดขึ้น  และยังเป็นสถานที่ไว้สำหรับพักผ่อนหย่อนใจและออกกำลังกาย

    9.หมู่บ้านมิตรภาพไทย – เวียดนาม  (บ้านท่านประธานาธิบดีโฮจิมินห์)  บ้านนาจอก เป็นหมู่บ้านอยู่ในเขตตำบลหนองญาติ  อำเภอเมือง  จังหวัดนครพนม  ในอดีตช่วงสงครามอินโดจีน  ประธานาธิบดี โฮจิมินห์พร้อมกลุ่มผู้ร่วมอุดมการณ์ได้เดินทางเข้ามาเพื่อหาลู่ทางกอบกู้เอกราชอยู่ในพื้นที่จังหวัดนครพนม  ในช่วงปี  พ.ศ. 2466 – 2474  โดยพำนักอยู่  ณ  บ้านนาจอก  ซึ่งท่านได้สร้างบ้านพักและเครื่องใช้ ไม้สอยต่างๆ  ปัจจุบันยังเหลือบางส่วนเป็นหลักฐาน  เป็นบ้านชั้นเดียว  บริเวณหน้าบ้านมีต้นมะพร้าวรอบบ้านได้ปลูกต้นหมากและต้นไม้ไผ่เป็นอาณาเขต  ในปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวยังคงรักษาสภาพเดิมแต่บ้านพัก ได้ทรุดโทรมและถูกรื้อถอนแล้ว  การมาพักอยู่ที่บ้านนาจอกเป็นเวลา  7  ปีของท่าน  มีการใช้สถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์ประสานงานวางแผนและเคลื่อนไหวในการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยกอบกู้เอกราชจากประเทศฝรั่งเศส  ซึ่งถือได้ว่าสถานที่แห่งนี้มีความสำคัญยิ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้การกู้ชาติประสบผลสำเร็จ

    10. จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม (หลังเก่า) ตั้งอยู่ถนนสุนทรวิจิตร  (บริเวณริมถนนเลียบแม่น้ำโขง)ตำบลในเมือง  อำเภอเมือง  จังหวัดนครพนม  โบราณสถานแห่งนี้เป็นแหล่งสถาปัตยกรรมประเภท
    ที่อยู่อาศัย แต่เดิมใช้เป็นบ้านพักของผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม  รูปแบบของอาคารแห่งนี้ได้รับอิทธิพลการก่อสร้างจากตะวันตก  (ฝรั่งเศส)  โดยมีลักษณะอาคารเป็นแบบคอนกรีตเสริมเหล็ก  2  ชั้น  หลังคาทรงจั่ว  มุงด้วยกระเบื้องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช  ได้เคยเสด็จพระราชดำเนินมายังจังหวัดนครพนมและประทับที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัดหลังนี้  เมื่อวันที่  12  พฤศจิกายน  2518  ปัจจุบันจวนผู้ว่าราชการ จังหวัดนครพนมหลังเก่าแห่งนี้ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติแล้ว

    11. ตลาดอินโดจีน  ตั้งอยู่ถนนสุนทรวิจิตร  ซึ่งเป็นสถานที่จำหน่ายสินค้าจากประเทศกลุ่มอินโดจีน  เช่น  ไทย  ลาว  เวียดนาม  ฯลฯ

Statistic

  • 56
  • 129,253

Menu